ประวัติ และผลงานเพลง Dan Seals: 

Sleep, Lay me down and hold me closley on your arms and I wil close my eyes

ถ้าเอ่ยถึงศิลปินในแนวเพลง "Country Folk" ในช่วงยุคปี 1978 ขึ้นมาแล้ว หลายๆท่านที่ชอบฟังเพลงในยุคนี้อาจเคยได้ยินชื่อ
เสียงเรียงนามของ Dan Seals มาบ้างแล้ว และอีกหลายๆท่านอาจจะยังไม่รู้จักเขา แต่ถ้าผู้เขียนเอ่ยถึงเพลง “Lullaby” หรือเพลง
“Everything that glitters (Is not gold)” 

ขึ้นมาแล้วหลายๆท่านที่ชื่นชอบเพลงในยุคปี 1980 คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะ 2 เพลงที่กล่าวถึงนี้ เคยมีศิลปินในเมืองไทยเราได้นำมา
ขับร้องเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าศิลปินคนไทยเราก็ร้องได้ไพเราะตามแบบฉบับของตัวเขาเช่นกัน ผู้เขียนเองได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว
ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ท่านจะชอบฟังเพลงในยุค ปี 1970-1980 และผู้เขียนก็จะซึมซาบบทเพลงในยุคนี้โดยเฉพาะในแนวเพลง Country Folk
และเพลงที่ได้ยินบ่อยจนคุ้นหูเพลงหนึ่งก็คือ “Lullaby” ของ Dan Seals นั่นเอง

จากความรู้สึกคุ้นเคยและประทับใจในน้ำเสียงอันอบอุ่นและบทเพลงที่แสนจะ Romantic ของ Dan Seals ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ผู้เขียนสนใจ
ที่จะศึกษาประวัติของศิลปินท่านนี้และอยากที่จะมาเผยแพร่ให้ท่านที่มีความสนใจในศิลปินท่านนี้ได้รู้จักเขามากขึ้น

Dan Seals เกิดในเมือง McCamey มลรัฐ Texas ประเทศ America ในปี ค.ศ. 1948 ถ้านับถึงปัจจุบันนี้แล้วเขาจะมีอายุราว 57 ปี Dan ได้รับ
อิทธิพลทางด้านดนตรีมาจากครอบครัวของเขา ซึ่ง Dan เริ่มเล่นดนตรีกับครอบครัวของเขา ที่มีชื่อว่า “The seals family band”ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
โดยDan ฝึกหัดเล่น Guitar Bass อย่างไรก็ตามหลังจากที่พ่อและแม่ของเขาหย่าร้างกัน Dan ก็ติดตามแม่ของเขาไปในสถานที่ต่างๆ
เมืองต่างๆอยู่หลายปี จนในที่สุด Dan และแม่ของเขาไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมือง Dallas ในปี 1958 ในระหว่างนั้น Dan ใช้เวลาในช่วงวัยรุ่น
ทั้งหมดของเขา อยู่กับการเล่น Guitar ให้กับวง The garage band

"Dan Seals & Jon Ford Coley"
America Pop Music ที่โด่งดังมากที่สุดวงหนึ่ง

หลังจากนั้น Dan ก็ออกตระเวนเล่นดนตรีตามที่ต่างๆจนกระทั่งได้มาเล่นอยู่กับวงดนตรีวงหนึ่งชื่อว่า “The Shimmerers” ซึ่งในวงนี้เอง
Dan ได้พบกับเพื่อนนักดนตรีคนหนึ่งที่ชื่อว่า John Ford Coley และเขาได้ทำการบันทึก Demo ครั้งแรกกับวงนี้ในปี 1965 จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา
คือในปี 1967 Dan และ John ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับSingle แรกของพวกเขาที่มีชื่อว่า “The smell of incense” และในปี 1969
Dan และ John ก็แยกทางกันด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ

แต่แล้วทั้งสองคนก็กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในปี 1970 โดยเซ็นสัญญาใหม่กับบริษัท A&M record และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จ
อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งโดยการได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำสาขา Single ยอดเยี่ยม จากเพลง “I’d really love to see you to night” และ
“Nights are forever with out you” ในช่วงปลายปี 1970 นอกจากนั้นแล้วพี่ชายของ Dan คือ Jim Seals ก็ประสบ ความสำเร็จในชีวิตด้าน
ดนตรีเช่นกันโดยออก Album กับเพื่อนของเขาคนหนึ่งโดยใช้ชื่อวงว่า Seals & Crofts ซึ่งเพลงที่คุ้นหูเราๆท่านๆ เป็นอย่างดีก็คือเพลง
“Summer Breeze” ที่โด่งดัง ซึ่งเป็นเพลงใน Style Folk Rock ที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Line เสียงประสาน และภาคดนตรี
ที่หลายๆ ท่านอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

หลังจากที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่นิยมในงานเพลงแนว Pop Rock โดยการร้อง Duo ระหว่าง "Dan Seals & John Ford Coley" แล้ว
Dan ก็ผันตัวเองไปเป็นนักร้องเดี่ยวในแนว Country folk ที่เขารักในปี 1980 และเซ็นสัญญากับบริษัท “Atlantic” โดยใช้ชื่อว่า “England Dan”
อย่างเป็นทางการ จากนั้น Dan ก็เป็นศิลปินเดี่ยวโดยออก album แรกในชีวิตของเขาชื่อว่า “Stones” ในปี 1981

ซึ่ง Album นี้ผู้เขียนได้เคยเห็นใน website ที่จำหน่าย audio CD อยู่ web หนึ่งเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2548 ที่ผ่านมา
ราคาขายตั้งอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 4,000 บาท!! “โอ้พระเจ้า” อะไรจะแพงขนาดนั้น ช่วงนั้นงบ Entertain มีไม่มากเท่าไร
แต่แล้วท่านผู้อ่านครับเพียงแค่ 2-3 วัน มันก็อันตรธานหายไป และไม่กลับมาให้เห็นอีกเลย 

และแล้ว Dan ก็ประสบปัญหาอีกครั้งเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เขาต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น Concert, ค่าโฆษณาและการทำ Album ใหม่

หลังจากที่ Dan ผ่านวิกฤติมาได้เขาก็ออก Album มาอีก 2 Album คือ “Harbinger” และ “Stiffed” และเป็นเพราะเสียงร้องอันนุ่มลึก
Style Country ของเขาผู้ฟังจึงขนานนามเขาว่า “The signature of soft sound” จากนั้น Dan ก็ออกจากบริษัท A&M ไปเซ็นสัญญาใหม่
กับบริษัท liberty/capital และได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จถึงระดับ Top ten on country chart ในปี 1984 ด้วย single “(You bring out)
The wild side of me” “God must be a cowboy” “My old yellow car” “My baby’s got good timing” ในปี 1985 และ
single ต่อมา Dan ได้ทำงาน duet กับ “Marie Osmond” ชื่อว่าเพลง Meet me in Montana

Dan ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักร้องในช่วงปี 1986-1990 จากเพลง “Everything that glitters (Is not gold)”
“Big wheel in the moon light” และเพลง “Lullaby” แต่แล้วการมาถึงอย่างไม่คาดคิดของ Garth Brooks ศิลปินที่เข้ามา
เปลี่ยน แปลงรูปแบบของเพลง Country ใหม่ และ Dan เองก็พบว่ามันไม่ใช่ Style ที่เป็นตัวของเขา Dan จึงลาออก
และไปเซ็นสัญญากับบริษัท “Warners brother” ในปี 1991 จนถึงปัจจุบัน Dan ประสบความสำเร็จไม่มากเท่าไรกับบริษัทนี้
แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ทำดนตรีตาม Style ที่ตัวเองรักและถนัด...

ต่อมาในปี 1995 อาจจะไม่ใช่ปีทองของ Dan แต่ว่ามันเป็นปีทองของผู้เขียนและคนไทยอีกหลายๆคน ในปีนี้เอง
Dan ได้ทำ album acoustic ออกมา album หนึ่ง ใช้ชื่อว่า “In a quiet room” และมี Tour concert
สำหรับ Promote Album นี้ หนึ่งในประเทศที่เขามาแสดงก็คือ ประเทศไทย ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปชมในฐานะ Staff
เนื่องจากว่าผู้เขียนมีพี่ชาย ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทที่ให้เช่าเครื่องดนตรี จึงได้รับโอกาสตรงนั้น 

Concert ครั้งนั้นจัดขึ้นที่ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใน Concert ครั้งนั้นมีอะไรหลายอย่างที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจ
Dan เป็นกันเองกับผู้ชมและเล่น Acoustic Guitar กับคู่หูของเขาได้ไพเราะมาก และ Dan ได้สร้างความประหลาดใจ
ประทับใจหรืออาจจะเป็นความบังเอิญให้ ผู้เขียนอย่างหนึ่ง คือว่า ในขณะที่ผู้เขียนกำลังช่วยพี่ชาย

จัดการเครื่องเสียงบนเวที ผู้เขียนได้ร้องเพลง I’d really love to see you to night ของ Dan
โดยไม่รู้ตัวว่าเจ้าของเพลงเขายืน set up เครื่องดนตรีอยู่ข้างหลัง ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็คือ Dan Seals หันมาแล้วยื่น CD Album
“in a quiet room” พร้อมกับลายเซ็นของเขาที่ปก CD ให้กับผู้เขียน ท่านผู้อ่านครับ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยครับ
ผู้เขียนรีบรับและตอบไปอย่างมั่นใจว่า “ขอบคุณครับ” แล้ว Dan ก็เดินไปทำงานของเขาต่อ 

ไม่รู้ว่าเขาจะทราบความหมายของเราหรือเปล่า.... นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนและหลายๆท่านที่ได้ไปชม concert ในครั้งนั้น
ไม่อาจจะลืมได้ และเรายังหวังว่า Dan จะกลับมาเล่น concert ให้พวกเราได้ชมกันอีกสักครั้ง
เขียน/เรียบเรียงโดย Kit