ไม้ที่ใช้ประกอบในการสร้างอะคูสติกกีต้าร์ "Top Tone woods" (ไม้หน้า) 

คุณสมบัติและความแตกต่างทางกายภาพของกีต้าร์ เช่น ลายไม้, Cutaway, In lays, Binding ฯลฯ
เป็นส่วนที่มองเห็นและง่ายต่อการเปรียบเทียบในการตัดสินใจถึงความชอบ แต่คุณสมบัติ
และคุณภาพของเสียงจากกีต้าร์แต่ละตัวเปรียบเทียบได้ยากกว่ามาก 

ผู้เขียนไปเดินดูกีต้าร์และมีโอกาสเล่นกีต้าร์รุ่นเดียวกัน 2 ตัวให้คนขายฟัง หลังจากนั้นก็เปลี่ยนให้เขาเล่นให้เราฟังบ้าง
ขอยอมรับว่าผู้เขียน ไม่สามารถบอกความแตกต่าง แต่คนขายยืนยันว่าเบสของตัวหนึ่งลึกกว่าของอีกตัว 

ถ้าว่ากันตามทฤษฎี
ผู้ขายคงจะถูกต้อง 100% เพราะความจริงที่ว่าไม้เป็นสิ่งมีชีวิตจากธรรมชาติ
สภาพแวดล้อม อายุ วงปี ลักษณะลายไม้ ลักษณะการตัด ความหนา และความชื้นสุดท้าย
ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แม้แต่ไม้ 2 แผ่นจากสายพันธุ์เดียวกัน ให้เสียงแค่ใกล้เคียงกันไม่เหมือนกันเปี๊ยบ 

ส่วนทางด้านปฏิบัติ
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเขาถูก 100% เพราะว่ามัน เป็นสิ่งที่พิสูจน์กันได้ยาก ยิ่งถ้าจะต้องรวมถึงปัจจัยเกี่ยวกับ
Bracing รูปร่าง ผู้ผลิต ฯลฯ เข้าไปด้วย การเปรียบเทียบเสียงจากกีต้าร์นั้นๆ ก็คงแทบเป็นไปไม่ได้
ผู้รู้หรือผู้ชำนาญจึงใช้วิธีใช้การเปรียบเทียบเสียงจากหน้าไม้แทน
โดยสมมุติว่าไม้เหล่านั้นไม่มีตัวแปรพวกความหนา ความชื้น ฯลฯ
เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งอย่างน้อยสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อหากีต้าร์
หน้าไม้ (Solid Wood) แต่ละชนิดจะมีจุดเด่น และขีดจำกัดความสามารถในการให้เสียงชนิดต่างๆ ไม่เท่ากัน

ก่อนอื่น... ผู้เขียนคิดว่าเราควรมาทำความเข้าใจถึง "คำศัพท์"
ที่ใช้ในการอธิบายคุณสมบัติของเสียงเพื่อง่ายต่อการอ้างอิงภายหลัง

1. Tone เวลาดีดกีต้าร์ การสั่นสะเทือนที่เกิดจากสายก่อให้เกิดคลื่นเสียงหลักที่เรียกว่า Fundamental tone
และคลื่นย่อยๆที่เรียกว่า Overtones คลื่นเสียงหลักในที่นี้หมายถึงเสียงชัด ที่ได้ยินครั้งแรกทันทีจากตัวโน๊ตตัวนั้นๆ
ส่วนคลื่นเสียงย่อยคือเสียงประกอบที่ตกแต่งให้เสียงรวมๆ มีสีสันมากขึ้น กีต้าร์ที่ดีทุกๆ ตัว
ล้วนมีองค์ประกอบของคลื่นเสียงทั้ง 2 แบบนี้ หากแต่อยู่ในสัดส่วนที่ต่างกัน สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำไม
กีต้าร์บางตัวเหมาะกับการเล่นแบบ Strumming บางตัวเหมาะกับ Finger Picking

2. Volume เป็นดัชนีบ่งบอกความดังที่เปล่งออกมาจากกีต้าร์
ดัชนีนี้เป็นสัดส่วนโดยตรงก็คุณภาพของไม้ด้านหน้า (Soundboard),
Top Bracing, ความแข็งแรงของไม้ด้านหลัง และด้านข้าง ขนาดของกีต้าร์ และสายกีต้าร์ที่ใช้

3. Presence คำนี้เป็นตัวบ่งบอกประสิทธิภาพของกีต้าร์
ซึ่งมักจะหมายถึงคุณภาพของเสียงขณะที่ถูกเล่นเบาๆ หรือแรงๆ ประสิทธิภาพเป็นสิ่ง
ที่วัดกันยาก เพราะมันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคล หรืออีกนัยหนึ่ง "หูใครหูมัน"
ความคิดใครความคิดมัน เราเพียงแต่อาศัยประสบการณ์
ของผู้รู้เหล่านั้น เป็นแนวทางใช้ประกอบการพิจารณาเท่านั้น

4. Balance เป็นดัชนีบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวโน๊ตเสียงสูงกับโน๊ตเสียงต่ำ
กีต้าร์ที่มี Balance ดีนั้น โน๊ตแต่ละตัวบนตลอดแนวคอกีต้าร์ จะมีอิทธิพลเท่าเทียมกัน ไม่มีใครข่มใคร
โดยปรกติคนทั่วไปจะชอบ แต่ก็มีนักดนตรีบางท่านอาจชอบ Balance ค่อนไปทางเสียงทุ้ม (Boomy)
บ้างก็เสียงแหลม (Bright) ซึ่งนั้นก็แล้วแต่สไตล์ (Style) และประเภทของไม้ที่ใช้ทำด้านหลัง และด้านข้าง

5. Separation เป็นความสามารถของกีต้าร์ในการแยกแยะความชัดเจนของ
แต่ละโน๊ตในขณะที่ Strum Chord หนึ่งๆ ถ้า Separationไม่ดี
เสียงที่ออกก็จะพร่ามัวไม่มีชีวิตชีวาอะไรทำนองนั้น อันนี้มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของกีต้าร์โดยตรง

6. Sustain ตัวนี้บอกระยะเวลาความยาวนานของเสียงจากโน๊ตตัวหนึ่งตั้งแต่เริ่มดังจนเงียบ
กีต้าร์ที่มี Sustain ดี จะมีความสามารถรักษา หรือหนุน Fundamental Tones และ Overtones จากกีต้าร์นั้นๆ มาถึงหู ของผู้ฟังได้ดียิ่งขึ้น

 

ไม้ที่ใช้ประกอบเป็นกีต้าร์ เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอันหนึ่งที่จะได้มาซึ่งคุณภาพ
และความแตกต่างของเสียง ไม้บางประเภทเหมาะที่จะใช้ทำเฉพาะด้านหน้า (Soundboard)

เช่น Sitka, Englemann, Cedar บางอย่างก็เหมาะเฉพาะเป็นด้านหลังและด้านข้าง (Back and Sides)
เช่น ตระกูล Rosewood, Walnut, Maple ส่วนไม้ Mahogany และ Koa นั้น
ปรกติจะถูกใช้ทำด้านหลัง แต่ก็มีบ้างที่ถูกนำมาประกอบเป็นไม้ชนิดเดียวกันเลยทั้งตัวผู้ผลิตส่วนใหญ่ (ไม่ทุกท่าน)
เชื่อว่าไม้แผ่นหน้ามีผลประมาณ 70% ของเสียงโดยรวมๆ

เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Responsiveness (Volume), Quickness of its attack,
Sustain, Overtone Coloration (partial) และ Presence ในขณะที่ไม้แผ่นหลังและข้าง รับผิดชอบเกี่ยวกับ
ความกลมกล่อมของเสียงทุ้มกับเสียงแหลม และรวมไปถึง Balance ของเสียงด้วย

นอกเหนือไปจากไม้หลักๆ ที่ถูกนำมาใช้ประกอบแล้ว ผู้ผลิตกีต้าร์ก็ยังพยายามสรรหาไม้ชนิดแปลกๆ ใหม่ๆ
เพื่อมาเพิ่มสีสรรของเสียง ความสวยงาม เพื่อตอบสนองความต้องการของนักดนตรีปัจจุบัน
เพื่อไม่ให้เป็นที่สับสน และง่ายต่อการอธิบายถึงคุณลักษณะและคุณภาพเสียง

ผู้เขียนจะแบ่งหัวข้อของไม้ที่ใช้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไม้ด้านหน้า กับ ไม้ด้านหลังและข้าง

ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลความคิดเห็น ทั้งจากผู้ผลิตและผู้รอบรู้หลายฝ่าย
โดยมากเขาเหล่านั้นจะมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เกี่ยวกับจุดเด่นจุดด้อยของไม้แต่ละแบบ 

สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้คือ ไม้แต่ละประเภทที่ถูกนำมาประกอบกีต้าร์ ไม่ว่าจะเป็น
ไม้ด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ต่างก็มีเกรดมาตราฐาน (grade) ของมันเอง
ไม้คัดเกรดดีราคาแพงโดยปรกติจะขึ้นกับลวดลาย และความสวยงามเป็นหลัก
โปรดจำไว้ว่าไม้ที่ดูไม่สวยอาจจะให้เสียงดีเท่า หรือไม่อาจจะดีกว่าไม้ที่สวยงามเสียด้วยซ้ำ
Soundboards (Top) ไม้ที่นิยมถูกนำมาใช้เป็นไม้ด้านหน้า โดยมากจะมาจากตระกูล "Spruce"
หรือไม้ประเภทอื่นๆ ก็มีให้เห็น เท่าที่เห็นหลักๆ ในปัจจุบัน จะมีดังนี้...

1. Sitka Spruce (Picea Sitchensis)
จัดได้ว่าเป็นไม้ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายที่สุด มีความแข็งแรงเมื่อเทียบกับน้ำหนัก หาง่าย ต้นใหญ่
จึงง่ายต่อการตัดผลิต มีสีเหลืองอ่อนจนถึงส้มอ่อน แหล่งกำเนิดมาจากทางด้านเหนือของแคลลิฟอร์เนีย
รวมไปถึงอลาสก้า คุณภาพจะมีตั้งแต่ใช้ได้จนถึงดีเยี่ยม ไม้คุณภาพจะมีราคาแพงและมักจะถูกใช้
โดยผู้ผลิตกีต้าร์แบบ Hand Made ไม้ชนิดนี้ให้เสียง Balance ดีคมชัดโดยเฉพาะ Fundamental Tone
เวลาเล่นหนักรุนแรงเสียงจะไม่แตกง่าย จึงเหมาะกับ Strumming, Flat picking Style และดนตรีประเภท Blueglass

2. Englemann Spruce (Picea Englemannii)
พบมากในระดับสูงเทือกเขา Rocky ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับ Sitka
ไม้ชนิดที่มีเนื้ออ่อน และเบากว่า หายากกว่าจึงมีราคาแพงกว่า สีครีมเกือบขาวนวล
ลายถี่สวยงามมาก ไม้ชนิดนี้ให้เสียงนุ่มนวล เพราะมี Overtones สูง
เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับ Finger Style ความคมชัดของเสียงจะไม่ค่อยดี ถ้าเล่นแบบหนักๆ รุนแรง

3. Red Spruce (Picea Rubens) บางคนอาจเรียกว่า "Adirondack Spruce" หรือ "Appalachian Spruce"
ไม้ชนิดนี้ถูกการยอมรับจากทุกฝ่ายว่าเป็นไม้ยอดเยี่ยมที่สุด มีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว
ต้นของกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา แถบ New England และ New York เป็นไม้
หายากราคาแพงมาก! เพราะว่าถูกตัดนำไปใช้มากเกินจำกัดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
ไม้ชนิดนี้รวมความดีขอเสียงที่ได้ ทั้ง Fundamental กับ Overtones ในตัว
จึงเหมาะกับสไตล์การเล่นเกือบทุกรูปแบบ จุดด้อยของมันไม่ได้อยู่ที่เสียงหากแต่อยู่ที่สีและลายไม้
เนื่องจากเป็นไม้ขนาดเล็กและมีลายสีแดงแซม จึงทำให้หน้าไม้ของกีต้าร์ดูไม่เรียบไม่นวล
หรือไม่ค่อยสวย ไม้คัดคุณภาพก็พอมี แต่ราคาสูงลิบลิ่ว และก็เชื่อว่าไม่ได้เพิ่มคุณภาพเสียงแต่อย่างไร

4. German Spruce (Picea Excelsa) บางคนเรียก European Spruce หรือ Silver Spruce
เป็นไม้ยอดนิยมในหมู่กีต้าร์คลาสสิก (Classical Guitar) มาก่อน มีลายถี่สีขาวนวลสวยงาม
เหมือน Englemann จนบางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด จัดว่าเป็นไม้หายากราคาแพง
โดยเฉพาะไม้คัดคุณภาพ ให้เสียงนุ่มนวลเหมือนระฆัง
เหมาะแก่การเล่นแบบ Finger Style เบาๆ มากกว่า Strumming

5. Alpine Spruce (Picea Abies) หรือ Italian Alpine Spruce
เป็นไม้ขนาดเล็ก และมีคุณสมบัติคล้าย Red Spruce มีสีขาวนวลสวยงาม ให้เสียงหวานคมชัด
ทั้ง Balance และ Sustain ดีมาก แต่ Playing in time (Break-in period) อาจจะนานกว่า Spruce อื่นๆ
แหล่งกำเนิดมาจากเทือกเขา Alps ในประเทศยุโรป ถูกนำมาใช้มากจนปัจจุบัน
ไม้คุณภาพดีๆ เริ่มหายากขึ้น

6. Cedar (Thuja Plicata) หรือ Western Red Cedar
แพร่หลายมากในหมู่กีต้าร์คลาสสิก ตั้งแต่ในสมัยสง-ครามโลกครั้งที่ 2
ปัจจุบันก็นิยมถูกใช้กับ Steel String Guitar โดยผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงหลายท่าน
เป็นไม้เนื้ออ่อนสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ให้เสียง Overtones ดีเยี่ยมมากแต่ Fundamental Tone ต่ำ
จึงไม่เหมาะกับการเล่นเพลงหนักรุนแรง คุณภาพของเสียงจาก Cedar เสมอต้นเสมอปลาย
ไม่เหมือนพวก Spruce ที่เสียงจะดีขึ้นตามกาลเวลาหรือระยะเวลาที่ถูกเล่น
แหล่งกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของประเทศอเมริกา
ข้อดีอีกอย่างของไม้นี้คือ ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความชื้นมากกว่า Spruce

7. Port Orford Cedar (Chamaecyparis Lawsoniana) บางคนอาจเรียกว่า White Cedar ความจริงแล้ว
ไม้ชนิดนี้ไม่ใช่อยู่ในตระกูล Cedar แต่เป็นพวกตระกูล Cypress มีสีขาวอมเหลืองทองลายถี่
เบาแต่แข็งแรงและมีกลิ่นหอม ให้เสียงดังกังวาล แต่ก่อนนิยมใช้กับกีต้าร์ Classic
แต่ปัจจุบันเริ่มนิยมใช้กับ Steel String Guitar จัดว่าเป็นไม้หายากและมีราคาแพง เข้าใจว่า
ต้นกำเนิดมาจากแคนนาดา


8. Redwood (Sequoia Sempervirons)
มีแหล่งกำเนิดมากจากตอนเหนือของอเมริกา คุณสมบัติคล้าย Western Red Cedar เกือบทุกอย่าง
นอกจากเหมาะกับการเล่นแบบ Finger Style แล้ว ยังสามารถใช้เล่นแบบ Strumming ได้ด้วย
มีสีคล้ำกว่าและให้เสียงคล้าย Piano ผู้ผลิตบางท่านแนะนำให้ใช้สาย Light เท่านั้น
เพราะเป็นไม้ที่ทากาวติดยากกว่าไม้อื่นๆ

9. Western Larch (Larix Occidentalis) เป็นไม้ที่หาได้ในประเทศอเมริกา 
แต่ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไม้อื่นๆ เป็นไม้เนื้อแข็งกว่า
พวกตระกูล Spruce ลายตรงถี่คล้าย Sitka ให้เสียงกังวาลคมชัด

เรียบเรียงโดย ทีมงานอะคูสติกไทย (Aspenglow)
สงวนสิทธิ์เนื้อหาบนเวบไซด์ กรุณาแจ้งกับทีมงานอะคูสติกไทย ก่อนนำไปเผยแพร่