Bracing Patterns หรือ รูปแบบโครงสร้างกีต้าร์ นับเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการกำหนดทิศทาง/คุณภาพของเสียง มีส่วนสำคัญ หลักๆ อยู่ 2 ประการ

(1) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับไม้หน้า และไม้หลัง/ข้าง
(2) ช่วยกำหนดลักษณะ การสั่นสะท้อนของเสียงที่เปล่งออกมา

จุดเริ่มต้น ที่มาของ Bracing Guitar:
Bracing Guitar เกิดมาพร้อมๆ กับกีต้าร์โปร่ง เมื่อหลายร้อยปีก่อน ไม่สามารถระบุ หรือหาวันเวลาที่แน่นอนได้ แต่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี คศ. 1800(กลางๆ)
ในยุคแรก กีต้าร์โปร่งจะเป็นสายไนล่อน (Nylon) ยังไม่ได้เป็นสายเหล็ก (Steel Strings)เหมือนเช่นทุกวันนี้ ว่ากันว่าในยุคแรกของการพัฒนาที่ลงตัวคือ “Fan-Bracing”
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคกีต้าร์สายเหล็ก(Flat-top Guitar) การพัฒนา Bracing จึงเริ่มต้นอีกครั้ง ซึ่งจะแตกต่างจาก “Fan-Bracing”
เนื่องจาก Fan-Bracing แบบเดิมๆ มีความแข็งไม่เพียงพอ ไม่สามารถรับกับแรงดึงของสายเหล็กได้ จึงมีการคิดค้น Bracing สำหรับกีต้าร์สายเหล็กโดยเฉพาะ

Bracing ในยุคแรก ใช้ไม้แค่เพียง 3-5 ชิ้น วางเรียงกัน เรียกว่า Ladder Bracing วางเรียงเป็นแถวๆ
ต่อมามีการพัฒนา โดยได้ปรับพัฒนามาจากกีต้าร์สเปน เรียกว่า Fan Bracing ก่อนที่จะก้าวมาสู่
ยุคแห่งการพัฒนาคิดค้น อย่างจริงจัง เพื่อรองรับ และให้เหมาะกับ Flat-top Guitar

จุดเปลี่ยน และต้นแบบของ Bracing :
โครงสร้างกีต้าร์ หรือ Bracing Patterns เริ่มมีการพัฒนาจริงๆจังๆ ในยุคสมัย
ของบริษัท Martin Guitar ผู้บุกเบิกสร้างกีตาร์สายเหล็ก (Flat-top Guitar) มาตั้งแต่ปี 1833

ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบ Bracing จากรูปแบบ Ladder Bracing มาเป็น “Fan Bracing” กระทั่งมาถึง
ในปี 1840-1845 ได้ก่อเกิด รูปแบบที่เรียกว่า “X-Bracing” คือ มีการวางไว้ไม้ 2 ชิ้น ตัดกันเป็นรูปตัว “X”
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกีต้าร์โปร่ง เป็นการคิดค้น และค้นพบครั้งสำคัญ ทำให้เกินมาตรฐาน สืบต่อกันมา

ร้อยกว่าปีผ่านมา… X-Bracing ที่ว่านี้ ยังคงเป็นรูปแบบ ที่ถูกยอมรับกันโดยทั่วไป ว่าได้มาตรฐาน ใช้กับกีต้าร์โปร่ง ทุกๆ ยุคสมัย
ถึงวันนี้ “X-Bracing” ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอๆ กีต้าร์โปร่งสายเหล็ก (Flat-top Guitar) จะใช้ bracing มาตรฐานนี้ มาตลอด

ภาพด้านบน คือรูปแบบ ของ “X-Bracing” มาตรฐานของการวางรูปแบบโครงสร้าง ภายในตัวกีต้าร์
ที่เป็นมาตรฐาน ให้กับการสร้างกีต้าร์โปร่งสายเหล็ก หรือ Flat-top Guitar มานานกว่า 100 ปี

เดิมที brcing จะเป็นแท่งไม้ธรรมดาๆ ไม่มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ เหมือนทุกวันนี้ กระทั่ง…
…ประมาณช่วงตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1840 Martin ได้มีการฝานตัว Brace บางส่วนออก
ทำให้มีความสูงของ Brace บางช่วง สูงเหมือนยอดเขา และบางช่วงก็ต่ำเหมือนหุบเขา ลักษณะคล้ายรูปภูเขาสูงๆ ต่ำๆ
เรา เรียกว่า “Scalloped Bracing” ลักษณะ Bracing แบบนี้ จะให้ทั้งความแข็งแรง (ตรงส่วนที่สูง)
แต่ไม่แข็งตลอดทั้งแนว Bracing, เพราะส่วนที่ต่ำจะให้ตัวได้ดี เพื่อช่วยให้ไม้หน้าสั่นตัวได้ดี ได้เสียงที่ละเอียดอ่อน

Scalloped Bracing คืออะไร? จุดเด่น จุดด้อย : [ดูภาพด้านบนประกอบเนื้อหา]
การ “Scalloped Bracing” คือการฝานตัว Brace แท่งไม้ให้บางลง เพื่อให้แท่งไม้ มีน้ำหนักเบา
และอ่อน กว่าปกติ กล่าวคือ มีน้ำหนักเบา และ อ่อนกว่าการที่ไม่ได้ทำ Scalloped หรือที่เรียกว่า “Non-Scalloped Bracing”

ประโยชน์ หรือ ข้อดีของ Scalloped Bracing จะช่วยให้ไม่หน้า(Top) มีอิสระ ในการสั่นไหว หรือ ขยับตัว ได้ดี
จึงสามารถส่ง ถ่ายทอดเสียงได้ดีเป็นพิเศษ ได้เสียงที่ละเอียดอ่อน มีความนุ่มนวล และ กังวานขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีจุดอ่อนในด้านโครงสร้าง เพราะไม้ที่ถูกฝาน หรือ Scalloped นั้น จะบางกว่าปกติ
หากเจ้าของกีต้าร์ไม่ทนุถนอน ดูแลเป็นพิเศษ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่อง top guitar อาจจะเกิดการแตกร้าว (Crack) ได้
การดูแล เช่น เรื่องรักษาความชื้นที่เหมาะสม หรือ การเลือกใช้สายกีต้าร์เบอร์ที่เหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไป เป็นต้น

Forward Shifted X-Bracing เทคนิคขั้นสูง : [ดูภาพด้านบนประกอบเนื้อหา]
นอกจากการ Scalloped Bracing ที่ทำให้ได้เสียงที่ดี และได้เสียงที่ละเอียดอ่อน แล้ว
ยังมีเทคนิคอีกหนึ่งเทคนิค ทีผูัสร้างกีต้าร์ (บริษัท Martin เป็นผู้คิดค้น) ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (pre-war)
นิยมทำ นั่นคือการ “Forward Shifted” X-Bracing คำถามที่หลายๆท่าน เกิดความสงสัย…แล้วมันคืออะไร…?

…ปกติ X-Bracing หรือ จุดตัดกันของตัว X ที่อยู่ใกล้โพลงเสียง (Sound-Hole)
จะอยู่ต่ำ หรือ ห่างกว่าโพลงเสียง ประมาณ 2”
เทคนิคการทำ… “Forward Shifted” หรือที่เรียกกันว่า Forward Shifted X-Bracing จะพิเศษกว่า นั้น
กล่าวคือ Forward Shifted คือ “การขยับจุดตัด ของตัว X” ให้อยู่ต่ำกว่าโพลงเสียง เพียง 1” เท่านั้น
ทำให้ไม้หน้า (Top) มีความอ่อนมาขึ้น ทำให้การขยับของไม้หน้า ทำได้ดีขึ้น

ตำแหน่ง Bracing หรือ โครงสร้างภายในตัวกีต้าร์:
ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ Top(ไม้หน้า) & Back(ไม้หลัง) ทั้งสองส่วนมีความสำคัญ
แต่ Top Bracing มีความสำคัญ และ ส่งผลต่อลักษณะของเสียงกีต้าร์มากกว่า

ความสำคัญของ Bracing :
นอกจากเรื่องความแข็งแรง (ที่ช่วยค้ำหรือพยุงไม้หน้า) แล้ว
Bracing ยังส่งผลต่อรูปแบบของการสั่นสะเทือน(ส่งผลต่อลักษณะเสียง) หรือ “modes of vibration”
ลักษณะหรือโครงสร้าง ของ Bracing ที่แตกต่างกัน เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของการกำหนดลักษณะเสียง
เช่น ความหนา ความบาง ของเสียง, ความแข็ง ความนุ่มนวล ของเสียง เป็นต้น

เมื่อจำนวน Bracing หรือ การวาง Bracing เปลี่ยนไป… รูปแบบ หรือลักษณะของเสียง ก็จะแตกต่างตามไป

ดูจากภาพด้านบน จะเห็นลักษณะ รูปแบบ พฤติกรรมการสั่นสะเทือนของไม้หน้า ที่มีผลมาจากการวาง Bracing (ในที่นี่ ขอยกตัวอย่าง X=Bracing)

…ทีมงานอะคูสติกไทย …หวังว่าจะได้ประโยชน์กับเรื่องของ Bracing Guitar นะครับ โอกาสหน้าพบกันอีกครั้ง กับ “Open Gear” ครับ

และทุกๆท่าน สามารถอัพเดทกับเรา ได้ทาง แฟนเพจ : http://www.Facebook.com/AcousticThai