Crosby Stills Nash & Young (CSNY) ต้นแบบดนตรี Folk Rock ปลายยุค 60′s – ต้น 70′s

David Crosby(เดวิด ครอสบี) จากวง The Byrds (เดอะเบิร์ดส์)
Graham Nash(เกรแฮม แนช) จากวง The Hollies (เดอะ ฮอลลี่ส์)
Stephen Stills(สตีเฟน สติลล์ส) จากวง  Buffalo Springfield (บัฟฟาโล สปริงฟิลด์)

หากจะพูดถึงดนตรีในยุค 60′s ปลายๆ ผ่านถึงต้นยุค 70’s มันคือยุคทองสำหรับดนตรี ในทุกๆ แนว ที่ไม่มีใครเคยปฎิเสธ
ไม่ว่าจะเป็นดนตรี Rock อย่าง Jimmy Hendrix, The Cream & Eric Clapton, The Who, Led Zeppelin, Queen หรือ
Black Sabbath หรือดนตรี Pop/Pop Rock อย่าง The Beatles, Bee Gees, Bread, Chicago

ถ้า Rock ‘n Roll หลายคนก็คงคิดถึง Elvis Presley, ถ้าดนตรีร๊อคเจ๋งๆ ฟังยาก
แบบ Progressive Rock ก็ต้องคิดถึง Pink Floyd ถ้า Reggae ก็มีภาพของ Bob Marley ปรากฏขึ้นมาทันที

บทเพลง Folk แบบฟังได้ง่าย สบายๆ คนอะคูสติกคงจะคิดถึง Jim Croce, James Taylor, John Denver, Everly Brothers, Bob Dylan
หรือไม่ก็ Simon & Garfunkel เป็นต้น ส่วน Bluegrass ก็ต้องคิดถึง Norman Blake, Tony Rice, Doc Watson

นอกจากแนวดนตรีมากมายที่ได้พูดเกริ่นไปข้างต้นแล้ว ยังมีดนตรีอีกรูปแบบหนึ่ง ที่รุ่งโรจน์มากในช่วงปลาย 60′s ต่อมาถึง 70’s ซึ่งเป็นดนตรี
ที่อยู่ในระดับแถวหน้าในการนำประท้วงเพื่อเรียกร้องหาสันติภาพ ซึ่งหลายท่านเรียกว่า เป็นช่วงเวลาแห่งอุดมการณ์ เสียงการเรียกร้องหา
สันติภาพของพวกเขา ได้ถูกเขียนผ่านบทเพลง เสียงร้อง กีต้าร์ และอุดมการณ์ ของวัยรุ่นเลือดร้อน จนสิ่งนี้เป็นสัญญาลักษ์ที่ติด และฝั่งตัวอยู่ในยุค 70′s
อย่างไม่มีวันสูญสิ้น เรากำลังพูดถึงแนวดนตรี… “Folk Rock”

Neil Young(เนล ยัง) จาก Buffalo Springfield (บัฟฟาโล สปริงฟิลด์)
“Folk Rock” คือดนตรีที่มีความเป็น Folk และ Rock ทั้งสองผสมผสานกันอย่างลงตัว! ถ้าพูดถึง Rock ในยุคนั้น หลายๆ ท่านนึกถึงการโซโลกีต้าร์ไฟฟ้า
ที่ปั่นกันแบบดิบๆ อย่างเมามัน ถ้พูดถึง Folk หลายท่านถึงถึงทางคอร์ดหรือรูปคอร์ดแปลกๆ หรือวิธีการ picking หรือตีคอร์ด ที่ฟังแล้วได้ความผ่อนคลาย
สำหรับดนตรี Folk Rock มันมีทั้งสองสิ่งนี้คู่กัน และนี่คือเสน่ห์ของดนตรี Folk Rock …แล้วท่านคิดถึงวงอะไร? เมื่อพูดถึง Folk Rock…

Poco, Buffalo Springfield, The Byrds, The Hollies, หรือถ้ายุคหลัง ๆ มานิด อาจจะคิดถึง The Eagles พวกเขาคือวงที่เป็นตำนาน
ซึ่งเป็นคือผลผลิตทางดนตรีจากยุค 70′s และเขามีแฟนเพลงในประเทศนี้ไม่น้อยเลย พวกเราไม่มีใครปฎิเสธสิ่งนี้

แต่… ยังมีอีกวงหนึ่งที่เป็นต้นแบบให้กับ The Eagles สมาชิกหัวหอกอย่าง Glenn Fley ยังเคยไปนั่งในผับเพื่อรอดูวง…นี้อยู่บ่อยๆ
เรากำลังจะพูดถึง “Crosby Stills Nash and Young” (CSNY) ศิลปินภายใต้ชื่อนี้ คือผู้บุกเบิกดนตรี Folk Rock อย่างแท้จริง

David Crosby (เดวิด ครอสบี) จาก The Byrds (เดอะเบิร์ดส์)
Graham Nash (เกรแฮม แนช) จาก The Hollies (เดอะ ฮอลลี่ส์)
Stephen Stills (สตีเฟน สติลล์ส)
และ Neil Young (เนล ยัง) จาก Buffalo Springfield (บัฟฟาโล สปริงฟิลด์)
(Neil Young ไม่ได้ร่วมงานกับ CSN ตลอดทุกๆ อัลบั้ม)

- David Crosby -

David Crosby,
เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1941 เขาเริ่มต้นด้วยการเล่นดนตรี Folk ใน Club & Coffee House ในย่าน LA
ตั้งแต่ปี 1959 กระทั่งได้พบกับ Gene Clark และ Jim Mcguinn เขาทั้งสามตัดสินใจตั้งวง ทรีโอ ออกอัลบั้มในปี 1964
ใช้ชื่อวง The JetSet แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ปีต่อมา เขาทั้งสามได้สมาชิกมาเพิ่มอีกสองคนในตำแหน่งกีต้าร์เบส และกลอง เพื่อเริ่ม Project ใหม่อีกครั้ง ปลายปี 1964
ถึงกลางปี 1966 พวกเขาทั้ง 5 ทุ่มแทหนักกับการทำอัลบั้มภายใต้ชื่อวงใหม่ คือ “The Byrds” อัลบั้ม Mr. Tambourine Man
ซึ่งเพลง Mr. Tambourine Man ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ส่งผลให้ The Byrds เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
หัวหอกสำคัญในวง The Byrds คือ David Crosby และ Cene Clark รับตำแหน่งร้องนำและกีต้าร์

ในปลายปี 1967 David Crosby ได้พบกับ Stephen Stills และ Neil Young จึงได้ถูกดูดตัวไปร่วมงานกับ “Buffalo Springfield”
เขาจึงตัดสินใจทิ้ง The Byrds และได้เริ่มต้นทำอัลลบั้มกับ Stephen Stills และ Neil Young และได้ออกอัลบั้ม Last Time around
ช่วงปลายปี 1967 ซึ่งเป็นอัลบั้มสุดท้ายภายใต้ชื่อ Buffalo Springfield (ก่อนหน้านี้ Buffalo Springfield เคยทำออกอัลบั้มมา 2 ชุด)

ต่อมาในปี 1968 Gene Clark ได้ลาออกจากวงเพื่อทำอัลบั้มเดี่ยว, The Byrds ได้นักดนตรีฝีมือดีมา Gram Parson มารับช่วงต่อ
โดยรับหน้าที่ร้องนำและกีต้าร์หลัก แต่ทำได้เพียงอัลบั้มเดียวในช่วงปลายปี 1968 ก่อนที่ Parson จะออกไปทำวง Flying Burrito Bros
รวมกับ Bernie Leadon ซึ่งต่อมาภายหลัง Leadon ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกในยุคเริ่มก่อตั้งวง The Eagles และเขาเป็นผู้นำดนตรีแบบ
Folk rock หรือ Country rock ที่มีฝีไม้ลายไม้ชั้นยอด

กระทั่งถึงปลายปี 1971 Flying Burrito Bros ได้แยกย้ายกัน สมาชิกต่างหันไปทำผลงานของตัวเอง

David Crosby เป็นคนอารมณ์ดี มุขเยอะเมื่ออยู่บนเวที ชอบเขียนเพลงในแง่การเมือง แดกดัน กระทบกระเทียบ และเปรียบเปรยได้อย่าง
เผ็ดร้อนเสมอๆ

ระหว่างที่ทำงานเพลงในนาม CSN นั้น David Crosby ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยว คือในปี 1971 ในสังกัด Atlantic record จริงๆ แล้ว CSN อยู่
ภายใต้สังกัดนี้มาตลอด ยกเว้นผลงาน solo album ของแต่ละคน ที่จะมีโอกาสอยู่นอกสังกัดนี้

ในปี 1971 Crosby ออกอัลบั้ม “If I could only Remember my Name” และทิ้งช่วงกับงานอัลบั้มเดี่ยว มาถึงปี 1989
กับอัลบั้ม “Oh yes I can” แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

David Crosby เคยได้มีอัลบั้ม Duo ร่วมกับ Graham Nash อยู่หลายอัลบั้ม เช่น ในปี 1972 อัลบั้ม “Crosby & Nash” ในปี 1975 อัลบั้ม
“Wind on The water” ปี 1976 อัลบั้ม “Whistling Down The Wire” เป็นต้น แต่เพลงในอัลบั้มทั้งหมดก็ไม่หนักแน่น ดุดัน
หรือมีเสน่ห์เท่ากับในช่วงเป็น CSN(Y)

David Crosby ถนัดเล่นAcoustic Guitar ด้วยวิธีการ Open strings จึงมีหลายเพลงที่ในอัลบั้ม CSN(Y) ที่เขาเลือกใช้วิธีการนี้
นอกนั้นเขายังถนัดเล่น Electric Guitar อีกด้วย

- Graham Nash -

Graham Nash,
เกิดที่เมือง Blckpool เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1942 ในอังกฤษ และมาใช้ขีวิตในเมือง Manchester, Nash ได้ยินเพลงของ Everly Brothers
จึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำเพลงแบบร้องเสียงประสาน

เขาเริ่มจากการเล่นดนตรีตาม Club ในเมือง Manchester ในปี 1956 ภายในชื่อวง The 2 Teens ร้องและเล่นกีต้าร์กับเพื่อนสองคน
คือ Allan Clarke และปลายปี 1958 Nash ได้รวบรวมเพื่อนที่ชอบดนตรีด้วยกัน 5 ชีวิต ร่วมกันทำวง “The Fourtones” จนถึงปี 1961
ก่อนที่จะจัดสินใจออกมาจากวงโดยมี Allan Clarke ออกมาด้วย เพื่อฟรอมวงใหม่ ภายใต้ชื่อ “The Hollies” และออกอัลบั้มในปี 1962

ที่นี่เอง ทำให้ Nash ได้ประสบความสำเร็จในวงการเพลง ในประเทศอังกฤษ โดย The Hollies มีเพลงที่ได้รับการตอบรับที่ดี อย่างเพลง
Carrie Anne, The air that I Breathe และเพลง He Ain’t Heavy He’s My Brother ที่เป็นเพลงยอดฮิต และโด่งดังสุดขีด เพลงนี้
อยู่ในอัลบั้ม Epic Anthology 1972, จนถึงปี 1968 พวกเขาก็ได้แยกตัวกันไป

Graham Nash เป็นผู้ชายอารมณ์ดี ใจเย็น โรแมนติก ชอบที่จะเขียนเพลงสไตล์หวานซึ้ง ชอบถ่ายถอด และเล่าถึงแง่มุมสวยๆ ของความรัก

Graham Nash ได้มีผลงานทั้งที่ออกในนาม CSN และทำคู่กับ David Crosby, เขายังออกอัลบั้มเดี่ยวอยู่หลายอัลบั้ม เช่นอัลบั้ม “Songs for Beginners”
ในปี 1971 เพลงในอัลบั้มนี้ มีเพลงที่น่าฟังอย่าง Military Madness, I used to be a King, Man in The Mirror, และบทเพลง
อันยอดเยี่ยมอย่าง Chicago / We can change The world

ในปี 1974 กับอัลบั้ม “Wild Tales” และ Earth & Sky ในปี 1980

แม้อัลบั้มเดี่ยวของ Nash จะไม่ค่อยโดดเด่น แต่ช่วงที่เขาได้ออกอัลบั้มในนาม CSN(Y) นั้น เขากลับมีเพลงที่ได้รับความนิยมมากมายหลายเพลง
และหลายเพลงที่ช่วยทำให้ดนตรีของ CSN(Y) มีความนุ่มนวลมากขึ้น หลายเพลงกลายเป็นผลงานชิ้นเอก เช่น Our House,
Just a song before I go, Chicago / We can change The world, เป็นต้น Graham Nash ถนัดเล่น Acoustic Guitar แต่ที่ถนัดมากเป็นพิเศษคือ Piano

- Stephen Stills -

Stephen Stills,
เกิดที่ Texas เมื่อ 3 มกราคม 1945 ครอบครัวเขาย้ายถิ่นอาศัยไปในหลากหลายที่ ชีวิตตอนเด็กจึงไม่ค่อยได้อยู่กับที่สักเท่าไร ในปี 1964
เขาเริ่มอยู่เป็นหลักแหล่งที่ Geenwich, Stills เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่ปี 1960 ประสบการณ์ดนตรีของเขาดูจะสูงและเข้มข้นกว่าคนอื่นๆ

เขาเคยได้ร่วมงานกับ Don Felder ในสไตล์ร็อค ตั้งแต่ก่อนที่ Don Felder จะมาอยู่กับ The Eagles ในอีกหลายปีต่อมา
และเขายังเพื่อนคู่ซี้กับ Jimmy Hendrix และยังได้รับอิทธิพลการเล่นกีต้าร์ในแบบ Rock/Rock Blues ในแบบ Hendrix อีกด้วย

Stills เริ่มต้นจากดนตรีร๊อค เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่เล่นกีต้าร์ไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม คือฝีมือดีมากกว่าใครทั้งหมดในวง Cosby Still & Nash
เขาเริ่มต้นกับวงภายใต้ชื่อ The Continentals ในปี 1960 โดยมี Don Felder ร่วมอยู่ด้วย และต่อมากับวง The AU GO GO Singers และ
The Company ออกตระเวณทัวน์ไปทั่วแคนนาดา ซึ่งครั้งนี้เองที่เขาได้มีโอกาสพบกับ Neil Young ซึ่งตอนนั้น Stills มีความคิดที่จะทำวง
Folk Rock อยู่พอดี และในที่สุดเขาทั้งสองก็ได้จับมือกันฟรอมวง…

ในปี 1966 ถึงต้นปี 1968 Stephen Stills ได้ร่วมงานกับ Neil Young ก่อตั้งวง “Buffalo Springfield” โดยใช้ชื่อวงเป็นชื่ออัลบั้ม
ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ก่อนที่ Buffalo Springfield จะกลายไปเป็นยุคของ POCO โดยมีสมาชิกเก่าใน Buffalo Springfield
อย่าง Jim Messina และ Richie Furay ไปจับมือกับ Randy Meisner(สมาชิกคนหนึ่งของวง The Eagles) จึงทำให้ POCO
ได้รับความนิยมมากทีเดียวในช่วงนั้น ก่อนที่ Randy Meisner จะไปร่วมงานกับ The Eagles ในตำแหน่ง ร้องนำ/ประสาน
และกีต้าร์เบส ในอีกหลายปีต่อมา

Stills นับเป็นนักร้อง และนักกีต้าร์หัวหอก ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งในช่วงที่อยู่กับ CSN(Y) เขาช่วยให้ดนตรีในแบบ CSN(Y) ดูหนักแน่นและมีเสน่ห์
เป็นอย่างมาก เขาถนัดทั้ง Acoustic Guitar และ Electric Guitar โดยเฉพาะ Acoustic Guitar เขาชอบที่จะเล่นแบบ Open string
ทำให้เพลงและดนตรีของเขา ดูน่าสนใจ น่าค้นหา มีเสน่ห์ ดูได้จากเพลง 4+20 , Find the cost of freedom,
หรืออย่างเพลงสุดยอดอย่าง Day Light Again ที่ Stills ทำดนตรีได้อย่างสุดยอด เขาทำให้รู้ว่า Folk Rock มันมีเสน่ห์แบบนี้เอง !
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ และอยากจะศึกษาวิธีการเล่น Acoustic Guitar ผมว่างานเพลงของ Stephen Stills เป็นบทเรียนยอดเยี่ยม
ที่ให้เราได้เรียนรู้อย่างดีแน่นอน

หรือแม้กีต้าร์ไฟฟ้าที่เขาเล่นมันได้อย่างดุดัน กลิ่นร๊อคฟุ้งไปหมด เช่นเพลง “Woodstock” เสียงกีต้าร์ไฟฟ้าที่ฟังดูแบบแห้งๆดิบๆ
ในช่วงอินโทร และ Solo มันคือซาวด์แท้ๆ ในยุค 70’s หรือเพลง “Dark Star” และโดยเฉพาะ “Ohio” เขาทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม
และแสดงให้เห็นว่า Stephen Stills เจ๋งขนาดไหนกับเทคนิคการเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าในแบบร๊อค ผมก็ว่ามันเจ๋งมากๆ

Stephen Stills มีผลงานเดี่ยวออกมาเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เพลงของ Stephen Stills จะมีความดุดัน มีทั้งการนำเอากีต้าร์ไฟฟ้า และกีต้ารโปร่ง
มาบรรเลง เราจึงได้ฟังเพลงของเขา ในหลากหลายอารมณ์ ทั้ง Rock, Rock n’ Roll, Blues, Folk

Stephen Stills เริ่มออกผลงานเดี่ยวตั้งแต่ปี 1970 กับอัลบั้ม “Stephen Stills” บทเพลงอย่าง Love The one you’re with, Cherokee,
โดยเฉพาะเพลง Old time good time เพลงนี้ใครเป็นคอเพลง Jimmy Hendrix อาจจะคุ้นๆกับสำเนียงกีต้าร์ ใช่เลย…
เพราะเพลงนี้ได้ Hendrix มาแจมกีต้าร์ด้วย, เพลง Go back Home เป็นอีกเพลงที่คุ้มค่าสำหรับผู้ฟัง เพลงนี้ได้ Eric Clapton มาแจม ได้กลิ่นบูลส์
ในแบบ คลิปตันแน่นอน, หรืออย่างเพลงอะคูสติกเด็ดๆ อย่าง Black Queen ที่ Stills ทำเมโลดี้ และเล่นได้อย่างสุดยอด หรือเพลง We are not helpless,
และ Do for The other ก็น่าฟังสำหรับคนชอบซาวด์แบบอะคูสติก, อัลบั้มชุดนี้ มีศิลปินที่มาร่วมแจมเยอะมาก หรือแม้แต่ David Crosby
และ Graham Nash ก็มาช่วยร้องประสานให้ในบางเพลง

ในปี 1971 Stephen Stills ออกอับบั้มอีกครั้ง เขายังคงสไตล์แบบที่เขาถนัด บทเพลงอย่าง Change The Partner น่าจะเป็นเพลงเอก
ในอัลบั้มนี้, Nothin’ to do But ฟังแล้วทำให้นึกถึงเพลงในแบบ Jimmy Hendrix ที่มีกลิ่นบูลส์นิดๆ เจ๋งทีเดียว, เพลง Singin’ call
รูปแบบ Picking อะคูสติกีต้าร์ในแบบที่ Stills ถนัด และ World game ที่โชว์เทคนิคการเล่นแบบ open string ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก

ต่อมาในปี 1975 ได้ออกอัลบั้มอีกครั้งภายใต้สังกัด Columbia และปีเดียวกันนี้ เขาได้ออกผลงาน Stephen Stills “LIVE” การแสดงที่
The Auditorium Theatre ใน Chicago มีเพลงอย่าง Wooden ships, Rocky mountain way ที่มี Joe Walsh มาแจมด้วย
ส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ จะมีแต่เพลงหนัก นอกจากเพลง 4+20 กับ World game ที่ฟังได้เบาหูหน่อย

ปี 1976 อัลบั้ม “ILLEGAL STILLS” มีเพลงน่าฟังอย่าง Stateline blues เป็นต้น และปี 1978 ภายใต้สังกัด Columbia
กับอัลบั้ม “Thoroughfare Gap” อีกครั้ง

แน่นอนว่า เมื่อพูดถึง CSN(Y) ถ้าจะไม่กล่าวถึง Neil Young เลย ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ครบถ้วน แม้ว่า Neil Young จะเข้าๆ ออกๆ กับ CSN(Y)
แต่เขาก็ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งใน CSN(Y) ที่มีบทบาทสำคัญต่อวงใช่น้อย จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผมจะเขียนชื่อ Neil Young วงเล็บต่อท้าย CSN


Stephen Stills มีความสามรถทางดนตรีในหลากหลายสไตล์ นอกจากจะเล่น Acoustic Guitar และ Electric Guitar ได้ดีแล้ว
เขายังเล่น Piano, Organ และ Bass ได้ดีอีกด้วย แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือกีต้าร์โปร่ง และกีต้าร์ไฟฟ้า
ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับเกียร์ติจากทางโรงงานผู้ผลิตกีต้าร์ Martin Guitar ซึ่งทาง Martin Guitar ได้ออก Acoustic Guitar Martin
รุ่น O-45s ในปี 1999 โดยใช้สเปคสูงปรี๊ด ใช้ไม้หน้า หรือ Top เป็น Solid Adirondack spruce! รุ่นนี้ออกเป็นสไตล์ Vintage
จึงทำคอ(Neck) “V” มีลายเซ็นต์ ของ Stephen Stills ตรงตำแหน่งเฟรต 17, O-45s เป็นรุ่น Limited Edition เพียง 91 ตัวเท่านั้น
รวมถึง กีต้าร์ ทรง D ในปี 1998 Martin D-45SS Stephen Stills

- Neil Young -

Neil Young,
นักดนตรีชาว Canadian เกิดใน Canada เมื่อ 12 พฤศจิกายน 1945 ตะเวนเล่นดนตรีและออกผลงานเพลงภายในประเทศอยู่หลายปี
ตั้งแต่ปี 1962 ถึงปลายปี 1965 กระทั่งปี 1966 ช่วงที่ย้ายออกมาจาก Canada มาที่ Los Angeles ได้มาพบกับ Stephen Stills
จึงได้ถูกชักชวนทำอัลบั้มภายในชื่อวง “Buffalo Springfield” โดยรับหน้าที่ตำแหน่งร้องนำ และกีต้าร์ ทำหน้าที่ร่วมกับ Stephen Stills
ซึ่งถือว่าเป็นช่วงแจ้งเกิดให้กับ Neil Young เลยทีเดียว ชิงเกิ้ลในปี 1967 ของ Buffalo Springfield สามารถขึ้นอันดับชาร์ตได้ (top ten single)
ก่อนที่สมาชิกบางคนใน Buffalo Springfield จะพลันตัวไปทำวง Poco ในปี 1968

ในปี 1969 Neil Young ได้เตรียมฟรอมวงร่วมกับ CSN เพื่อทำอัลบั้มชุดที่สองให้กับ CSN ตามคำเชื้อเชิญของ Stephen Stills โดยใช้ชื่อวง
Crosby Stills Nash & Young หรือ CSNY

ในอัลบั้มแรก ใช้ชื่ออัลบั้ม “DÉJÀ VU” ภายใต้สังกัด Atlantic records ที่ออกจำหน่ายต้นปี 1970 ซึ่งเขาได้เขียนเพลง Helpless และ
Country girl ช่วงปี 1966-1971 Neil Young แจมกับวงนั้นวงนี้ไปเรื่อย อยู่ไม่ค่อยเป็นหลักแหล่ง

ในปี 1970 ได้ออกอัลบั้ม “After the gold rush” จะว่าไปแล้ว อัลบั้มนี้เป็นผลงานของเขาในลำดับ 3 แต่ก็ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ผมว่างานเพลง แทบทุกๆ เพลงในอัลบั้ม “After the gold rush” มีเพลงที่น่าฟังอยู่หลายเพลง เช่น “After the gold rush”,
“Tell me Why” เพลงโฟล์คในแบบ Neil Young ที่เราชอบฟังเสมอๆ เสียดายที่ไม่มีท่อนเป่าเม้าออแกน แต่ท่อนประสานที่ได้ Ralph Molina มาช่วย
ก็สร้างเสน่ห์ให้กับเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม “Only love can break your heart” เพลงนี้ได้ Stephen Stills มาร่วมร้องด้วย

“Southern man” เพลงนี้แม้จะมีกลิ่นและความเป็นร๊อคอยู่มาก แต่ก็เป็นเพลงที่ยอดเยี่ยม ทั้งการร้อง เสียงประสาน เมโล้ดี้ของกลอง
และกีต้าร์ไฟฟ้าที่ริธึ่มและโซโล เรียกว่ายอดเยี่ยมชั้นเทพ ผู้เขียนยกเพลงนี้ให้เป็นงานเพลงขั้น Master Peak ของ Neil Young
บทเพลง “Till the morning comes” เพลงนี้บรรเลงด้วยเสียง Piano ในแบบที่ Neil Young ถนัด เป็นเพลงที่ไพเราะแต่น่าเสียดายที่เพลงนี้
สั้นไปนิด ความยาวเพียง 1.17 นาทีแค่นั้น, Don’t let it bring you down และ Cripple Creek Ferry ยังคงเป็นเพลงที่ฟังได้ไม่เคยเบื่อ

ต่อมาในปี 1972 ที่เขาได้ออกอัลบั้มเดียวอีกครั้ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน และชัดเจนกับอัลบั้ม “Harvest” อีกครั้ง
เขาเริ่มต้นทำอัลบั้มชุดนี้ใน London นานถึง 9 เดือนกว่าที่จะสำเร็จ แต่ก็คุ้มค่า เพราะมีหลายบทเพลงที่น่าฟัง เช่น Out of The Weekend,
Harvest, The needle and the damage done, Words (between the lines of age) Alabama และโดยเฉพาะบทเพลง Old man,
และ Heart of Gold ที่สามารถเข้าไปใน Billboard Chart ขึ้นถึงอันดับ 31 และ 1

Heart of Gold เพลงนี้ Neil Young เป็นคนเขียน ร้องและเล่นอะคูสติกกีต้าร์ ท่อน Intro ที่ขึ้นด้วย Acoustic Guitar และ
ค่อยๆตามด้วยเสียง Harmonica ที่ดูเหมือนจะมีเสน่ห์อย่างยิ่งสำหรับเพลงนี้ ภาพและเอกลักษณ์นักดนตรีที่ถืออะคูสติกกีต้าร์+ปากเป่าเม้าออแกน
จึงหลายเป็นภาพที่ติดตัว Neil Young ไปเลย เพลงนี้ยังได้ Linda Ronstadt และ James Taylor มาช่วยร้องประสานในช่วงท้ายเพลงด้วย

Oh Man อีกเพลงเด็ดของ Neil Young ที่อยู่ในอับบั้ม Harvest เทคนิคการตีคอร์ดในท่อน Intro คือเสน่ห์ที่แท้จริงของเพลงนี้ เพลงนี้ได้
James Taylor มาช่วยเล่นปิ๊กกิ้ง Banjoและ Linda Ronstadt มาช่วยร้องประสาน ช่วยให้เพลงน่าฟังมากขึ้น

หลังจากนั้น Neil Young ได้ออกผลงานเพลงมาเหลายชุด อัลบั้มที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จต่อมาก็คือ “Comes a time” ปี 1978
ที่มีเพลงดีๆ อย่าง Comes a time, Four strong wind และอัลบั้ม Old Ways ที่ Neil Young กลับมาทำเพลงแบบ Country/ Folk อีกครั้ง
หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้ทำอัลบั้มแบบ Rock ที่หนักหน่วง ซึ่งดูเหมือนว่าแฟนเพลงเขาจะชอบในความเป็น Country ของเขา มากกว่าที่จะ
เห็นเขาขึ้นไปร็อคบนเวทีกับวง Crazy Horse !

พวกเขาเริ่มต้นออกอัลบั้มแรกในปี 1969 ในนาม CROSBY STILLS & NASH (CSN)
และในปี 1969 และอัลบั้มที่สอง DEJA VU’ โดยมี Neil Young มาช่วยหนุนอีกแรง CROSBY STILLS NASH & YOUNG ในปี 1970

ครั้งหน้า… เรามาต่อเรื่องของ Crosby Stills & Nash (and Young) อีกครั้ง โปรดติดตาม…